ดาราสาวชื่อดัง อดีตสามีโกงหมดตัว เริ่มต้นอาชีพใหม่ ขับแท็กซี่เลี้ยงลูก-ดูแลพ่อป่วยมะเร็ง

จากนักแสดงสาวที่เคยมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ สู่การตัดสินใจเริ่มต้นอาชีพใหม่ในฐานะคนขับแท็กซี่ เรื่องราวของจองกาอึน นักแสดงหญิงวัย 46 ปี กำลังได้รับความสนใจ หลังเธอเปิดเผยผ่านช่อง YouTube Wonder Ka Eun ว่ากำลังเตรียมตัวสอบใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ และตั้งใจจะทำงานในอาชีพนี้เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงสำหรับตัวเองและลูกสาว หลังชีวิตครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่จากคดีฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับอดีตสามี

ในคลิปล่าสุด จองกาอึนพาผู้ชมไปติดตามขั้นตอนการเตรียมตัวสอบใบขับขี่แท็กซี่ พร้อมพูดคุยกับพัคแรโฮ ยูทูบเบอร์สายจราจรชื่อดัง เธอเล่าว่ากำลังทุ่มเทอ่านหนังสือและเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง เพราะต้องการสอบให้ผ่านและเริ่มต้นทำงานในอาชีพใหม่ให้ได้ โดยเธอตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าอยากทำคะแนนให้ได้มากกว่า 90 คะแนน

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลองทำงานใหม่เพื่อหารายได้เสริม แต่เป็นการวางแผนเปลี่ยนเส้นทางอาชีพอย่างจริงจัง หลังจากชีวิตในวงการบันเทิงและสถานการณ์ทางการเงินของเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เธอเคยทำงานในฐานะนักแสดงและมีรายได้จากงานบันเทิง แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานในวงการเริ่มไม่แน่นอนเหมือนเดิม การมีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองจึงกลายเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากขึ้น

ระหว่างพูดคุยเกี่ยวกับการทำงานขับแท็กซี่ จองกาอึนยังเปิดเผยถึงเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้เธอสนใจอาชีพนี้เป็นพิเศษ นั่นคือความผูกพันกับพ่อของเธอ ซึ่งเคยทำงานเป็นคนขับแท็กซี่เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี อาชีพดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ เพราะเธอเติบโตมาโดยเห็นพ่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับรถรับส่งผู้โดยสาร

เธอเล่าว่าปัจจุบันพ่อกำลังป่วยเป็นมะเร็งหลอดอาหาร และสิ่งหนึ่งที่เธออยากทำให้สำเร็จคือการสอบใบอนุญาตขับแท็กซี่ให้ผ่าน เพื่อให้พ่อได้เป็นผู้โดยสารคนแรกของเธอหลังจากเริ่มต้นอาชีพใหม่ คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าแรงผลักดันของเธอไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรักและความผูกพันในครอบครัวด้วย

สำหรับจองกาอึน การขับแท็กซี่จึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนงาน เพราะเป็นการเดินตามเส้นทางอาชีพที่พ่อเคยทำมานานหลายสิบปี เธอต้องการให้พ่อได้เห็นว่าเธอสามารถเรียนรู้และทำงานในอาชีพเดียวกันได้ แม้จะเป็นการเริ่มต้นในช่วงวัยที่หลายคนอาจมองว่าควรมีอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงโอกาสในการสร้างรายได้จากอาชีพคนขับแท็กซี่ โดยระบุว่าหากขยันทำงานและบริหารเวลาได้ดี รายได้อาจสูงถึง 10 ล้านวอนต่อเดือน หรือประมาณ 270,000 บาท เธอมองว่าอาชีพนี้มีโอกาสสร้างรายได้ที่น่าสนใจ และอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าการทำงานในบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เธอกล่าวถึงในการพูดคุย ไม่ใช่รายได้ที่รับประกันว่าคนขับแท็กซี่ทุกคนจะได้รับเท่ากัน เพราะรายได้จริงขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงทำงาน พื้นที่ให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และรูปแบบการทำงานของแต่ละคน การจะมีรายได้สูงตามเป้าหมายจึงต้องอาศัยทั้งความขยัน การวางแผน และความเข้าใจในลักษณะงานอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เธอจะเคยมีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและผ่านการทำงานหลายรูปแบบมาแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธการเริ่มต้นจากพื้นฐานใหม่ การอ่านหนังสือเตรียมสอบและการศึกษาขั้นตอนการขอใบอนุญาตเป็นสิ่งที่เธอต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถเข้าสู่อาชีพนี้ได้อย่างถูกต้อง

การเปลี่ยนเส้นทางครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความมั่นคงให้ชีวิตอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องรับผิดชอบการเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง และไม่สามารถพึ่งพารายได้จากงานในวงการบันเทิงได้อย่างแน่นอนเหมือนในอดีต

Chapter 2

เบื้องหลังการตัดสินใจเริ่มต้นอาชีพคนขับแท็กซี่ของจองกาอึน คือเรื่องราวชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างหนัก หลังเธอแต่งงานและต้องเผชิญกับปัญหาจากการกระทำของอดีตสามี ซึ่งตามข้อมูลที่เธอเปิดเผยเกี่ยวกับคดีดังกล่าว สามีเคยนำชื่อของเธอไปเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงจำนวนมาก จนกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายและส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของเธออย่างรุนแรง

 

จองกาอึนเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนางแบบ ก่อนจะเข้าประกวดเวทีนางงามและได้รับตำแหน่งรองอันดับ 1 ในการประกวดมิสเกาหลี จังหวัดคยองนัม เมื่อปี 2001 หลังจากนั้นเธอจึงก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเกาหลีใต้ และทำงานในฐานะนักแสดงมาอย่างต่อเนื่อง

เส้นทางอาชีพของเธอเริ่มต้นจากงานด้านการถ่ายแบบและการประกวดความงาม ก่อนจะขยายไปสู่การทำงานด้านการแสดงและรายการบันเทิง การมีชื่อเสียงในวงการทำให้เธอสามารถสร้างผลงานและมีรายได้จากอาชีพที่เลือก แต่ชีวิตส่วนตัวกลับต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อเธอตัดสินใจแต่งงานในปี 2016 และมีลูกสาวหนึ่งคน

ในช่วงแรก การแต่งงานเป็นการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวอีกบทหนึ่ง แต่ต่อมาเธอกลับพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการกระทำของสามี จนในปี 2018 เธอตัดสินใจฟ้องหย่า หลังพบว่าสามีนำชื่อของเธอไปเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงจำนวนมาก

ตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ อดีตสามีถูกกล่าวหาว่านำชื่อของเธอไปใช้ในคดีฉ้อโกงมากถึง 660 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 13.2 พันล้านวอน หรือประมาณ 340 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับผู้ที่ติดตามเรื่องราว เพราะเป็นมูลค่าความเสียหายจำนวนมหาศาล และทำให้จองกาอึนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องชีวิตสมรสเท่านั้น

เธอยังเปิดเผยว่าในช่วงที่ใช้ชีวิตร่วมกัน อดีตสามีเคยหลอกนำเงินของเธอไปอีกกว่า 100 ล้านวอน หรือประมาณ 2.7 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปลงทุนและใช้จ่ายภาษี เรื่องนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเงินของเธอซับซ้อนมากขึ้น เพราะเงินที่ควรเป็นทรัพย์สินสำหรับดูแลครอบครัวกลับถูกนำไปใช้ตามคำกล่าวอ้างที่เธอระบุว่าไม่เป็นความจริง

หลังจากความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสสิ้นสุดลง จองกาอึนต้องรับผิดชอบการดูแลลูกสาวด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามจัดการกับปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้น เธอเล่าว่าปัจจุบันอดีตสามีเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ และไม่ได้ส่งเสียค่าเลี้ยงดูบุตรตามที่เธอกล่าวถึงในเรื่องราวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ภาระในการเลี้ยงดูลูกตกอยู่กับเธอเป็นหลัก

ช่วงเวลาหลังการหย่าร้างจึงเป็นช่วงที่เธอต้องปรับตัวอย่างมาก ทั้งด้านการใช้ชีวิต การเงิน และการทำงาน งานในวงการบันเทิงเริ่มลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกสาวยังคงดำเนินต่อไปทุกวัน เธอยอมรับว่าบางครั้งเมื่อเปิดดูยอดเงินในบัญชีธนาคาร ก็รู้สึกไม่แน่ใจว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

คำพูดของเธอสะท้อนความกังวลของคนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเงิน โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกต้องดูแลและไม่สามารถหยุดทำงานได้ แม้จะมีช่วงเวลาที่รู้สึกหวาดกลัวกับอนาคต แต่เธอก็ยังพยายามหาทางสร้างรายได้และรักษาความมั่นคงให้กับครอบครัว

การหันมาสนใจอาชีพคนขับแท็กซี่จึงเกิดขึ้นในช่วงที่เธอต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอมองว่าอาชีพนี้อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอขึ้น และสามารถวางแผนการทำงานได้ด้วยตัวเองมากกว่าการรอรับงานจากวงการบันเทิงเพียงอย่างเดียว

เธอยังกล่าวถึงความรู้สึกว่า การเป็นแม่ทำให้เธอมีความเข้มแข็งมากขึ้น แม้ทุกอย่างในชีวิตยังไม่แน่นอน แต่ความรับผิดชอบต่อลูกสาวทำให้เธอต้องพยายามเดินหน้าต่อไป การเริ่มต้นอาชีพใหม่จึงไม่ใช่เพียงการหารายได้ แต่เป็นความพยายามสร้างชีวิตที่มั่นคงกว่าเดิมให้กับทั้งตัวเองและลูก

เรื่องราวของจองกาอึนจึงเป็นภาพของผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากอดีตนางงามและนักแสดงที่เคยทำงานในวงการบันเทิง สู่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กำลังเตรียมตัวสอบใบอนุญาตขับแท็กซี่ เธอไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนอาชีพเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่กลับเลือกเรียนรู้สิ่งใหม่และพยายามสร้างรายได้จากความสามารถของตัวเอง

ขณะเดียวกัน ความตั้งใจที่จะให้พ่อเป็นผู้โดยสารคนแรกก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การเริ่มต้นครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นการเดินตามรอยอาชีพของพ่อแล้ว ยังเป็นโอกาสที่เธออยากมอบให้คนในครอบครัวได้เห็นความสำเร็จของเธอด้วย

แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังมีความท้าทาย ทั้งการสอบใบอนุญาต การเริ่มทำงาน และการปรับตัวเข้ากับอาชีพใหม่ แต่จองกาอึนกำลังพยายามก้าวไปทีละขั้น เรื่องราวของเธอจึงไม่ได้มีเพียงประเด็นคดีฉ้อโกงและปัญหาชีวิตคู่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการพยายามกลับมายืนด้วยตัวเอง หลังต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเลือกเดินหน้าต่อเพื่อดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด