
พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากปรากฏข่าวกรณีการเสียชีวิตของผู้บริโภค หลังจากซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับลดน้ำหนักยี่ห้อ บาชิ (Baschi) จากแพลตฟอร์มออนไลน์มารับประทาน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีเลขสารบบอาหาร(อย.) และเป็นผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยประกาศเตือนภัย เนื่องจากตรวจพบการลักลอบผสมวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 (ไซบูทรามีน) ในผลิตภัณฑ์
ซึ่งเมื่อรับประทานแล้ว อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจลำบาก เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด และเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ในกรณีผู้มีโรคประจำตัวอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีการเฝ้าระวังกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยตลอด

ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ สสจ.สกลนคร ขยายผลเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดน้ำหนักผสมไซบูทรามีนยี่ห้อดังกล่าว ในพื้นที่ จ.สกลนคร และ จ.นนทบุรี รวม 4 จุด ดังนี้
1. สถานที่ระบุผู้ส่งหน้ากล่องพัสดุที่ส่งสินค้า ที่มีประชาชนซื้อไปบริโภคและเสียชีวิต ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 9 ต.ต้นผึ้ง อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยใช้อำนาจหมายค้นศาลจังหวัดสกลนคร ที่ ค.52/2569 เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว

2. ขนส่งเอกชน ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ผลการตรวจสอบพบ พัสดุตีกลับที่อยู่เดียวกับหน้ากล่องพัสดุที่มีประชาชนซื้อไปบริโภคและเสียชีวิต ภายในกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยี่ห้อ Baschi รวมจำนวน 15 กระปุก
จากการสืบสวนขยายผลพบว่า พัสดุที่ถูกตีกลับเป็นของร้านค้าออนไลน์ชื่อ “บาชิ บาชิ บาชิ” ของแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ผู้เสียชีวิตได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Baschi

3. สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งร้านค้าออนไลน์ ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.9 ต.ต้นผึ้ง อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยใช้อำนาจหมายค้นศาลจังหวัดสกลนคร ที่ ค.53/2569
4. บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.3 ต.บางขุนกอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โดยใช้อำนาจหมายค้นศาลแขวงนนทบุรี ที่ 84/2569 ในการเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว ตรวจยึด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยี่ห้อ Baschi จำนวน 3 กระปุก รวมตรวจค้น 4 จุด ตรวจยึด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยี่ห้อ Baschi รวม 18 กระปุก นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ อย. ได้เก็บตัวอย่างของกลางส่งตรวจวิเคราะห์ ณ กรมวิทยาศาตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุขเพื่อยืนยันอีกครั้ง หากตรวจพบสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป อนึ่ง หากสืบสวนเพิ่มเติม พบความเชื่อมโยงถึงเครือข่ายผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรายอื่น ๆ จะได้ดำเนินการขยายผลถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
เบื้องต้นการกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นความผิดดังนี้
1. กรณีพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีส่วนผสมสารไซบูทรามีน จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ฐาน “จำหน่ายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 โดยกระทำเพื่อการค้า” โทษตามมาตรา 149 วรรคสอง (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท

2. กรณีพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบัน หรือมีการผสมสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์ จะเป็นความผิด ฐาน “จำหน่ายอาหารที่ไม่บริสุทธิ์” ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 25(1) โทษตามมาตรา 58 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่แสดงฉลากไม่ถูกต้องจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6(10) ฐาน “จำหน่ายอาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง” ระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท
ภญ. สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่าขอย้ำเตือนผู้บริโภคว่า ก่อนการเลือกซื้อ หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ใด ขอให้ตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตและข้อมูลการแจ้งเตือนภัยจาก อย. ทุกครั้ง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ลักลอบใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 จัดเป็นผลิตภัณฑ์อันตราย ร้ายแรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยมีกลไกกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่อยากอาหาร มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หากรับประทานเข้าไปหรือได้รับในปริมาณมาก จะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต
เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า อย. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบูรณาการกับตำรวจ บก.ปคบ. ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย และประสาน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกแห่ง ให้เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น และนำสินค้าผิดกฎหมายออกจากระบบทันที หากพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์อันตรายหรือโฆษณาเกินจริงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากผู้บริโภคพบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สงสัยว่าไม่ปลอดภัย หรือได้รับอันตรายจากการบริโภค สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: [email protected]
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่าระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับลดน้ำหนัก ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ อาจมีผู้ประกอบการที่ลักลอบใส่สารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคว่าสามารถช่วยลดน้ำหนัก ทำให้ผู้บริโภคไปหลงเชื่อโฆษณาหลอกลวงซื้อมารับประทาน แล้วได้รับผลข้างเคียงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะสุขภาพที่ดีต้องประกอบด้วยการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และขอเน้นย้ำว่าไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ผู้ที่ลักลอบนำมาผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง หากพบจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ผู้ที่พบเห็นการกระทำความผิดกฎหมายในลักษณะอื่นใด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ.1135 หรือ เพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภคได้ตลอดเวลา
ชมคลิป
