ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ

ความพยายามของตำรวจ สน.มักกะสัน ในการตามหาตัวตนผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ย่านอโศก-เพชรบุรี ในที่สุดก็คลี่คลายได้สำเร็จ หลังใช้ทั้งภาพวงจรปิด เบาะแสจากโซเชียลมีเดีย และการตามหาญาติฝ่ายพ่อเพื่อตรวจ DNA จนสามารถยืนยันได้ว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 คือ “นายเสริมลาภ ปิ่นทอง” ที่หายตัวไปตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ

จากกรณีเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก-เพชรบุรี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย หนึ่งในปริศนาสำคัญคือ ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 ซึ่งไม่มีญาติเดินทางมาติดต่อขอรับร่าง ทำให้ตำรวจต้องเร่งสืบสวนพิสูจน์อัตลักษณ์อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด พันตำรวจเอกกัมพล รัตนประทีป ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้ประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีและกำหนดกรอบการทำงานด้านสืบสวนสอบสวน โดยมีรายงานว่า ในวันนี้จะมีพยานแวดล้อมบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจอีก 3 ปาก

ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ

ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติ ได้มีความชัดเจนมากขึ้น หลัง ร.ต.อ.จารุพัฒน์ บัวแก้ว รองสารวัตรสอบสวน สน.มักกะสัน สืบสวนข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ภายหลังมีเพื่อนร่วมงานของนายเสริมลาภ ปิ่นทอง ประสานข้อมูลเข้ามา ขอให้ช่วยติดตามตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ประกาศตามหาคนหายผ่านโซเชียล หลังนายเสริมลาภขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569

จากการตรวจสอบพบว่า ในวันดังกล่าว นายเสริมลาภได้โดยสารรถประจำทางสายเดียวกับที่เกิดเหตุ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับอุบัติเหตุ

ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ

ตำรวจได้เปรียบเทียบภาพของผู้โดยสารจากภาพกล้องวงจรปิดที่เพื่อนร่วมงานส่งให้ กับ ภาพในสื่อโซเชียลมีเดียของนางสาววิภารักษ์ ที่บันทึกเห็นชายคนหนึ่งแต่งกายด้วย รองเท้า กระเป๋า กางเกง ตรงกันกับ ภาพ กล้องวงจรปิดที่ได้รับจากเพื่อนร่วมงาน ระหว่างนั่งรถโดยสารขณะเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน จากนั้น จึงนำ ชื่อผู้สูญหาย ไปค้นหาชื่อ พ่อ แม่ พี่น้อง สำหรับติดต่อให้มาตรวจ DNA

แต่พบว่าคนในครอบครัวของนายเสริมลาภเสียชีวิตไปก่อน ขณะที่ในระบบประกันสังคม ก็ไม่มีการเก็บตัวอย่างอะไรไว้ ตำรวจจึงเข้าไปเก็บของที่ห้องพักนายเสริมลาภ มาตรวจเทียบ DNA พร้อมกับตรวจหาญาติฝ่ายพ่อและญาติซึ่งเป็นผู้ชาย ของนายเสริมลาภ ในระบบทะเบียนราษฎร์ กระทั่งพบลูกพี่ลูกน้องของนายเสริมลาภ

ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ

ซึ่งเมื่อติดต่อไปก็พบอุปสรรคเนื่องจากญาติของนายเสริมลาภ ไม่เชื่อว่าผู้ติดต่อเป็นตำรวจจริงและอ้างว่าติดภาระงานแต่ตำรวจก็ไม่ลดละความพยายามประสานจนสามารถ เชิญนายไพรัช มาตรวจ DNA ที่ นิติเวช รพ.ตำรวจ ได้ ซึ่งผลออกมาพบว่าผู้เสียชีวิตคือนายเสริมลาภจริง

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลครอบครัวของนายเสริมลาภ เพื่อหาญาติมาตรวจ DNA แต่พบว่าพ่อ แม่ และพี่น้องเสียชีวิตไปก่อนแล้ว อีกทั้งในระบบประกันสังคมและข้อมูลทางการแพทย์ ก็ไม่พบตัวอย่างที่สามารถใช้ตรวจพิสูจน์ได้

ตำรวจจึงตัดสินใจเข้าไปเก็บสิ่งของภายในห้องพักของนายเสริมลาภ เพื่อนำมาตรวจเทียบ DNA พร้อมทั้งเร่งค้นหาญาติฝ่ายพ่อที่เป็นผู้ชายจากระบบทะเบียนราษฎร กระทั่งพบลูกพี่ลูกน้องของนายเสริมลาภ

อย่างไรก็ตาม การติดต่อญาติเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากญาติไม่เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง อีกทั้งยังอ้างว่าติดภาระงาน แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามประสานงานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเชิญนายไพรัช ญาติฝ่ายพ่อ เข้ามาตรวจ DNA ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ได้สำเร็จ

ล่าสุด ผลตรวจทางนิติเวชยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 คือ “นายเสริมลาภ ปิ่นทอง” จริง

ภายหลังทราบผล ร.ต.อ.จารุพัฒน์ ได้ประสานญาติเพื่อเข้ารับร่างผู้เสียชีวิตไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ถึงว่า กว่าจะรู้ตัวตน ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 รู้เรื่องราวสะเทือนใจ