จากคำให้การของ น.ส.เอ ระบุว่า ในช่วงเกิดเหตุภายในร้านยังมีผู้หญิงอีก 2 คนอยู่ด้วย คือ น.ส.ณัฐธยาน์ อายุ 43 ปี ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกับผู้ต้องหา และ Miss Phonephimonh อายุ 34 ปี สัญชาติลาว ภรรยาคนที่ 2 ซึ่งทั้งสองคนอยู่ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงต้นของเหตุการณ์
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่าจุดเริ่มต้นของปัญหาเกี่ยวข้องกับ น.ส.กมลวรรณ อายุ 30 ปี สัญชาติลาว หรือ “เกด” ซึ่งเป็นภรรยาอีกคนของนายจีราวัฒน์ และมีความสัมพันธ์ลักษณะเชิงชู้สาวกับผู้เสียชีวิต โดยก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน น.ส.กมลวรรณ ได้เดินทางกลับประเทศลาว จึงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุ
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ น.ส.กมลวรรณ ได้โทรศัพท์นัดหมายให้ผู้ตายมารับโทรศัพท์ที่ร้านตัดผมดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ผู้ตายได้เดินทางมาที่ร้านพร้อมเพื่อน แต่ถูกนายจีราวัฒน์ไล่กลับ และบอกให้มาหลังช่วงสงกรานต์
ต่อมาในวันที่ 17 เม.ย. ผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาที่ร้านเพียงลำพัง ก่อนจะเกิดเหตุถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา นายจีราวัฒน์ พร้อมด้วยภรรยาทั้ง 2 คน ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ฝากขังพร้อมค้านประกันตัว
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 หลังจากเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว บิดาของพยานซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ลูกสาวได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เห็นให้ตนฟัง โดยเหตุเกิดขึ้นราวเวลา 16.30 น. ผู้เสียชีวิตขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้าน ก่อนเดินเข้าไปบริเวณกลางร้าน จากนั้นผู้ก่อเหตุได้เข้ามาลากคอผู้เสียชีวิตไปด้านหลังร้าน ก่อนจะเกิดการชกต่อยกัน
ระหว่างนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลังของผู้เสียชีวิต ก่อนลงมือทำร้ายจนผู้ตายล้มลง และเหตุการณ์ก็เริ่มรุนแรงขึ้นตามเสียงในคลิป โดยผู้เสียชีวิตร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดจนหมดแรง
เมื่อผู้เสียชีวิตแน่นิ่งแล้ว กลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนยังคงรุมทำร้ายต่อ พร้อมมีเสียงพูดในลักษณะว่าจะเอาให้ถึงตาย โดยใช้อุปกรณ์เหล็กของนั่งร้านลักษณะเป็นรูปตัว X ตีซ้ำหลายครั้ง ทำให้ลูกสาวของตนซึ่งมีอายุเพียง 15 ปี ตกใจอย่างมาก จนต้องถอยออกมานั่งบริเวณโซฟาหน้าร้าน แต่ยังคงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
ภายหลังเกิดเหตุ ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกลูกสาวของตนว่า ไม่ให้ไปให้ปากคำกับใคร หากมีนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามก็ไม่ต้องตอบ ซึ่งตนมองว่าเป็นการข่มขู่เด็ก อีกทั้งยังมีความพยายามสร้างเรื่องว่าผู้เสียชีวิตเข้ามายืมเงินแล้วไม่ได้ จึงเกิดการทำร้ายเพื่อป้องกันตัว
สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่าผู้เสียชีวิตถือมีดนั้น บิดาของพยานยืนยันว่า จากคำบอกเล่าของลูกสาว ภาพสุดท้ายที่เห็นคือผู้เสียชีวิตนอนหงายอยู่บนพื้น และไม่ได้ถือมีดแต่อย่างใด อีกทั้งตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านก็ไม่เห็นว่ามีอาวุธติดตัว
ทั้งนี้ หากลูกสาวของตนไม่ได้บันทึกคลิปเหตุการณ์เอาไว้เป็นหลักฐาน รูปคดีอาจถูกบิดเบือนไปตามคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือว่าโชคดีที่มีหลักฐานชัดเจน และลูกสาวของตนก็ไม่ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ครั้งนี้
