
ธปท. ระบุว่า ได้ขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ เร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก โดยเน้นการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียที่อาจขยายวงกว้างและกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน
งัด 2 มาตรการด่วน อุ้มหนี้เดิม-เติมทุนใหม่
ธปท. กำหนดแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของลูกหนี้แต่ละราย ได้แก่

ผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อเดิม (Pre-emptive)
สถาบันการเงินต้องเร่งเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณสะดุด เพื่อลดภาระค่างวดให้สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งเช่าซื้อ ลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยแนวทางช่วยเหลือประกอบด้วย
– การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย
– การลดค่างวด
– การปรับลดอัตราดอกเบี้ย
– การตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องหารือเงื่อนไขอย่างชัดเจนกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน เพื่อให้เข้าใจผลกระทบจากการเข้าร่วมมาตรการอย่างครบถ้วน
เติมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อใหม่
นอกจากการลดภาระหนี้เดิมแล้ว สถาบันการเงินควรพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน โดยสามารถใช้กลไกค้ำประกันหรือมาตรการลดความเสี่ยง เช่น โครงการ SMEs Credit Boost หรือหลักการ มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+) ที่เปิดทางให้พิจารณาสินเชื่อจากมูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของกิจการ
จับตาสถานการณ์ใกล้ชิด ประคองเศรษฐกิจไทย
ธปท. ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบต่อระบบการเงินอย่างรอบด้าน เพื่อปรับใช้นโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับตัวและประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

