วันที่ 31 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ cnbc รายงานว่า ราคาทองคำและโลหะเงินดิ่งแรงในวันศุกร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนถัดไป ซึ่งถูกมองว่าช่วยคลายความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาโลหะเงินในตลาดสปอตร่วงลง 28% มาอยู่ที่ 83.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ใกล้ระดับต่ำสุดของวัน ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าโลหะเงินทรุดหนัก 31.4% ปิดที่ 78.53 ดอลลาร์ นับเป็นวันที่ปรับตัวลงแรงที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 1980
ด้านทองคำ ราคาสปอตลดลงราว 9% มาอยู่ที่ 4,895.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำร่วง 11.4% ปิดที่ 4,745.10 ดอลลาร์
แรงร่วงอย่างรุนแรงเริ่มต้นจากรายงานข่าวการเสนอชื่อวอร์ช แต่ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงบ่ายของการซื้อขายสหรัฐฯ เมื่อบรรดานักลงทุนที่แห่เข้ามาถือครองโลหะก่อนหน้านี้เร่ง ขายทำกำไร นอกจากนี้ ตลาดโลหะยังถูกกดดันจากการที่ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการซื้อทองและเงินของนักลงทุนต่างชาติสูงขึ้น และบั่นทอนแนวคิดที่ว่าโลหะมีค่าจะมาแทนที่ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ล่าสุดปรับขึ้นราว 0.8%
“นี่มันเริ่มจะบ้าคลั่งแล้ว” แมตต์ มาเลย์ นักกลยุทธ์หุ้นจาก Miller Tabak กล่าว “ส่วนใหญ่คงเป็นการ ‘ขายบังคับ’ สินทรัพย์กลุ่มนี้ร้อนแรงมากสำหรับเดย์เทรดเดอร์และนักเก็งกำไรระยะสั้นช่วงหลัง จึงมีการใช้เลเวอเรจในโลหะเงินค่อนข้างมาก พอราคาดิ่งแรงวันนี้ ก็เกิดการเรียกมาร์จิ้นตามมา”
ทรัมป์เลือกวอร์ช
ก่อนหน้านี้ เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่จะมาแทน เจอโรม พาวเวลล์ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วอร์ชกลับขึ้นมาเป็นตัวเต็งในตลาดคาดการณ์
ในบันทึกเช้าวันศุกร์ คริชนา กูฮา จาก Evercore ISI ระบุว่า ตลาดกำลัง “เทรดโดยมองวอร์ชเป็นสายเหยี่ยว”
“การเลือกวอร์ชน่าจะช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ และลดความเสี่ยงด้านเดียวของการอ่อนค่าลึกและยืดเยื้อของดอลลาร์ (แม้จะไม่หมดไปทั้งหมด) ด้วยการท้าทายกระแส ‘ลดค่าด้วยเงินเฟ้อ’ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ราคาทองและเงินร่วงแรง” รองประธานบริษัทกล่าว
อย่างไรก็ดี เขาเตือนว่าไม่ควร “เล่นบทวอร์ชสายเหยี่ยวเกินไป” ในทุกสินทรัพย์ และยังเห็นความเสี่ยงของการเหวี่ยงกลับ (whipsaw) โดยมองว่าวอร์ชเป็นนักปฏิบัตินิยม มากกว่าจะเป็นสายเหยี่ยวเชิงอุดมการณ์แบบนายธนาคารกลางอนุรักษนิยมอิสระ
คลาวดิโอ เวเวล นักกลยุทธ์ FX จาก J. Safra Sarasin Sustainable Asset Management ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของ CNBC ว่า “พายุสมบูรณ์แบบ” จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วยหนุนโลหะมีค่าปีนี้ โดยชี้ถึงการที่สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร รวมถึงการขู่ใช้กำลังทหารในกรีนแลนด์และอิหร่าน
ช่วงหลัง เขาระบุว่า การคาดเดาว่าใครจะได้เป็นประธานเฟดคนต่อไปก็มีอิทธิพลต่อตลาดโลหะเช่นกัน
“ตลาดได้ตั้งราคาเผื่อความเสี่ยงของผู้ท้าชิงที่ผ่อนคลายมากกว่า (dovish) ซึ่งช่วยหนุนราคาทองและโลหะมีค่าอื่น ๆ อย่างมาก แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กระแสข่าวเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย” เวเวลกล่าว ก่อนการประกาศของทรัมป์
‘แม้สินทรัพย์ดี ก็ร่วงได้’
ทองคำและโลหะเงินทำสถิติพุ่งแรงในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้น 66% และ 135% ตามลำดับตลอดทั้งปี
หุ้น Coeur Mining ร่วง 17% ขณะที่กองทุน ETF ที่อิงโลหะเงินถูกลากลงไปด้วย โดยกอง ProShares Ultra Silver ล่าสุดดิ่งมากกว่า 62% และ iShares Silver Trust ETF ลดลง 31% ทั้งสองกองทุนกำลังมุ่งสู่วันที่แย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์
ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โลหะมีค่าอยู่ในช่วงขาขึ้นโดดเด่น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโดยรวม การอ่อนค่าของดอลลาร์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด
เคที สโตฟส์ ผู้จัดการการลงทุนจาก Mattioli Woods กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะเป็น “การประเมินความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดใหม่ทั้งกระดาน”
“เช่นเดียวกับหุ้นเทคโนโลยี-โดยเฉพาะ AI-ที่ดึงดูดความสนใจและเงินทุนจำนวนมาก ทองคำก็เผชิญการถือครองที่หนาแน่นอย่างมาก เมื่อทุกคนเอนเอียงไปทางเดียวกัน แม้สินทรัพย์ดี ๆ ก็สามารถร่วงได้เมื่อมีการคลายสถานะออกมา ความเหมือนกันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งสองเป็นพื้นที่ที่เงินทุนหลั่งไหลตามเรื่องเล่าที่ทรงพลัง และการถือครองที่กระจุกตัวสุดท้ายย่อมถึงวันชำระบัญชี”
ด้าน โทนี เมโดวส์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ BRI Wealth Management เห็นว่าการที่ทองคำขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ นั้น “ง่ายเกินไป” เขาชี้ว่าการคลายสถานะในดอลลาร์เคยหนุนราคาทอง แต่ขณะนี้ดอลลาร์เริ่มทรงตัว
“การซื้อของธนาคารกลางเป็นแรงขับเคลื่อนระยะยาว แต่ช่วงหลังเริ่มแผ่วลง อย่างไรก็ดี เหตุผลของการกระจายเงินสำรองยังคงอยู่ เพราะนโยบายการค้าของทรัมป์และการแทรกแซงด้านการต่างประเทศจะทำให้หลายประเทศกังวลต่อการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่หรือประเทศที่ใกล้ชิดกับจีนหรือรัสเซีย ส่วนโลหะเงินจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับทองคำ ดังนั้นการปรับลงจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ”
สรุปแบบเข้าใจง่ายนะครับว่า สาเหตุหลักที่ราคาทองคำร่วงแรง ครั้งนี้มาจากหลายปัจจัยซ้อนกัน
1. ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟด
ตลาดมองว่า วอร์ชมีแนวคิดคุมเข้มนโยบายการเงิน (สายเหยี่ยว)
ความกังวลว่าเฟดจะถูกกดดันทางการเมืองลดลง
ความเชื่อที่ว่าเฟดจะพิมพ์เงิน/ผ่อนคลายนโยบายแรง ๆ ลดลง
ส่งผลลบต่อทอง ซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำและเงินเฟ้อ
2. ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเร็ว
เมื่อดอลลาร์พุ่ง
ทองคำที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์ แพงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
แรงซื้อทองลดลง
แนวคิด “ทองแทนดอลลาร์เป็นเงินสำรองโลก” ถูกสั่นคลอน
3. นักลงทุนแห่ขายทำกำไร
ก่อนหน้านี้ทองขึ้นแรงมาก (ปีเดียว +60% กว่า)
พอมีข่าวลบเข้ามา
นักลงทุนระยะสั้น + เดย์เทรดเดอร์ รีบขายล็อกกำไร
4. เกิดแรงขายบังคับ (Forced selling)
นักลงทุนจำนวนมากใช้ เลเวอเรจ
พอราคาดิ่งแรง
โบรกเกอร์เรียกมาร์จิ้น
ต้องขายทองออกเพิ่ม
ยิ่งกดราคาลงเป็นลูกโซ่
5. ตลาดถือทอง “แน่นเกินไป”
นักลงทุนจำนวนมากถือทองในทิศทางเดียวกัน
เกิดภาวะ crowded trade
พอทิศเปลี่ยน
การคลายสถานะพร้อมกันทำให้ราคาร่วงแรง แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังไม่เสีย
